วันจันทร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2553

กิจกรรมฝึกทักษะที่ควรรู้เพื่มให้นักเรียนบทที่ 5



1.บอกความหมายและประเภทของซอฟต์แวร์

ตอบ ซอฟต์แวร์ (software) หมายถึงชุดคำสั่งหรือโปรแกรมที่ใช้สั่งงานให้คอมพิวเตอร์ทำงาน ซอฟต์แวร์จึงหมายถึงลำดับขั้นตอนการทำงานที่เขียนขึ้นด้วยคำสั่งของคอมพิวเตอร์ คำสั่งเหล่านี้เรียงกันเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ จากที่ทราบมาแล้วว่าคอมพิวเตอร์ทำงานตามคำสั่ง การทำงานพื้นฐานเป็นเพียงการกระทำกับข้อมูลที่เป็นตัวเลขฐานสอง ซึ่งใช้แทนข้อมูลที่เป็นตัวเลข ตัวอักษร รูปภาพ หรือแม้แต่เป็นเสียงพูดก็ได้ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ใช้สั่งงานคอมพิวเตอร์จึงเป็นซอฟต์แวร์ เพราะเป็นลำดับขั้นตอนการทำงานของคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งทำงานแตกต่างกันได้มากมายด้วยซอฟต์แวร์ที่แตกต่างกัน ซอฟต์แวร์จึงหมายรวมถึงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ทุกประเภทที่ทำให้คอมพิวเตอร์ทำงานได้ การที่เราเห็นคอมพิวเตอร์ทำงานให้กับเราได้มากมาย เพราะว่ามีผู้พัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์มาให้เราสั่งงานคอมพิวเตอร์ ร้านค้าอาจใช้คอมพิวเตอร์ทำบัญชีที่ยุ่งยากซับซ้อน บริษัทขายตั๋วใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในระบบการจองตั๋ว คอมพิวเตอร์ช่วยในเรื่องกิจการงานธนาคารที่มีข้อมูลต่าง ๆ มากมาย คอมพิวเตอร์ช่วยงานพิมพ์เอกสารให้สวยงาม เป็นต้น การที่คอมพิวเตอร์ดำเนินการให้ประโยชน์ได้มากมายมหาศาลจะอยู่ที่ซอฟต์แวร์ ซอฟต์แวร์จึงเป็นส่วนสำคัญของระบบคอมพิวเตอร์ หากขาดซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ก็ไม่สามารถทำงานได้ ซอฟต์แวร์จึงเป็นสิ่งที่จำเป็น และมีความสำคัญมาก และเป็นส่วนประกอบหนึ่งที่ทำให้ระบบสารสนเทศเป็นไปได้ตามที่ต้องการ

2.อธิบายภาษาคอมพิวเตอร์

ตอบ ภาษาคอมพิวเตอร์ (Computer Programming Language)
ชนิดของภาษาคอมพิวเตอร์
ภาษาคอมพิวเตอร์เริ่มมาจากในมหาวิทยาลัย หรือในหน่วยงานของรัฐบาลที่ต้องการทำงานบางอย่าง นอกจากนี้ บางภาษาเกิดขึ้นเพราะความต้องการด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์และอื่น ๆ อีกมากมาย ทำให้มีภาษาเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก
จากการที่มีภาษาจำนวนมากมายนั้น ทำให้ต้องกำหนดระดับของภาษาคอมพิวเตอร์ เพื่อช่วยในการแบ่งประเภทของภาษาเหล่านั้น การกำหนดว่าเป็นภาษาระดับต่ำหนือภาษาระดับสูง จะขึ้นอยู่กับภาษานั้นใกล้เคียงกับเครื่องคอมพิวเตอร์ (ใกล้เคียงกับรหัส 0 และ 1 เรียกว่า ภาษาระดับต่ำ) หรือว่าใกล้เคียงกับภาษาที่มนุษย์ใช้ (ใกล้เคียงกับภาษาอังกฤษ เรียกว่า ภาษาระดับสูง)
ภาษาเครื่อง (Machine Language)
ก่อนปีค.ศ. 1952 มีภาษาคอมพิวเตอร์เพียงภาษาเดียวเท่านั้นคือ ภาษาเครื่อง (Machine Language) ซึ่งเป็นภาษาระดับต่ำที่สุด เพราะใช้เลขฐานสองแทนข้อมูล และคำสั่งต่าง ๆ ทั้งหมดจะเป็นภาษาที่ขึ้นอยู่กับชนิดของเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือหน่วยประมวลผลที่ใช้ นั่นคือปต่ละเครื่องก็จะมีรูปแบบของคำสั่งเฉพาะของตนเอง ซึ่งนักคำนวณและนักเขียนโปรแกรมในสมัยก่อนต้องรู้จักวิธีที่จะรวมตัวเลขเพื่อแทนคำสั่งต่า ๆ ทำให้การเขียนโปรแกรมยุ่งยากมาก นักคอมพิวเตอร์จึงได้พัฒนาภาษาแอสเซมบลีขึ้นมาเพื่อให้สามารถเขียนโปรแกรมได้ง่ายขึ้น
ภาษาแอสเซมบลี (Assembly Language)
ต่อมาในปีค.ศ. 1952 ได้มีการพัฒนาโปรแกรมภาษาระดับต่ำตัวใหม่ ชื่อภาษาแอสเซมบลี (Assembly Language) โดยที่ภาษาแอสเซมบลีใช้รหัสเป็นคำแทนคำสั่งภาษาเครื่อง ทำให้นักเขียนโปรแกรมสามารถเขียนโปรแกรมได้ง่ายขึ้น ถึงแม้ว่าการเขียนโปรแกรมจะยังไม่สะดวกเท่ากับการเขียนโปรแกรมภาษาอื่น ๆ ในสมัยนี้ แต่ถ้าเปรียบเทียบในสมัยนั้นก็ถือว่าเป็นการพัฒนาไปสู่ยุคของการเขียนโปรแกรมแบบใหม่ คือใช้สัญลักษณ์แทนเลข 0 และ 1 ของภาษาเครื่อง ซึ่งสัญลักษณ์ที่ใช้จะเป็นคำสั่งสั้น ๆ ที่จะได้ง่าย เรียกว่า นิมอนิกโคด (mnemonic code

ถึงแม้ว่านิวมอนิกโคดที่ใช้จะไม่ใช้คำในภาษาอังกฤษ แต่ก็เป็นสัญลักษณ์ที่สื่อความหมายให้ผู้ใช้สามารถจดจำได้ง่ายกว่าสัญลักษณ์เลข 0 และ 1 ผู้เขียนโปรแกรมภาษาแอสเซมบลียังสามารถกำหนดชื่อของที่เก็บข้อมูลในหน่วยความจำเป็นคำในภาษาอังกฤษ แทนที่จะเป็นเลขที่ตำแหน่งในหน่วยความจำ เช่น TOTAL , INCOME เป็นต้น แต่ข้อจำกัดของภาษาภาษาแอสเซมบลี คือ จะแตกต่างกันไปในแต่ละเครื่องเช่นเดียวกับภาษาเครื่อง
ผู้เขียนโปรแกรมภาษาแอสเซมบลีต้องใช้ แอสเซมเบลอ (Assembler) แปลภาษาแอสเซมบลีให้เป็นภาษาเครื่อง เพื่อให้คอมพิวเตอร์ทำงานตามต้องการ
ภาษาระดับสูง (High Level Language)
ในปีค.ศ. 1960 ได้มีการพัฒนา ภาษาระดับสูง (High Level Language) ขึ้น ภาษาระดับสูงจะใช้คำในภาษาอังกฤษแทนคำสั่งต่าง ๆ รวมทั้งสามารถใช้นิพจน์ทางคณิตศาสตร์ได้ด้วย ทำให้นักเขียนโปรแกรมสามารถใช้เวลามุ่งไปในการศึกษาถึงทางแก้ปัญหาเท่านั้น ไม่ต้องเป็นกังวลว่าคอมพิวเตอร์จะทำงานอย่างไรอีกต่อไป
ภาษาระดับสูงนี้ถือว่าเป็น ภาษายุคที่สาม (third-generation language) ซึ่งทำให้เกิดการประมวลผลข้อมูลเพิ่มมากขึ้นอย่างมหาศาลระหว่างปี ค.ศ. 1960 ถึง ค.ศ. 1970 และมีผู้หันมาใช้คอมพิวเตอร์กันมากขึ้น โดยสังเกตได้จามเครื่องเมนเฟรมจากจำนวนร้อยเครื่องเพิ่มขึ้นเป็นหมื่นเครื่อง อย่างไรก็ตาม ภาษาระดับสูงก็ยังคงต้องการตัวแปลภาษาให้เป็นภาษาเครื่องเพื่อสั่งให้เครื่องทำงานต่อไป ตัวแปลภาษาที่นิยมใช้งานกันโดยทั่วไปจะเป็นแบบคอมไพเลอร์ ซึ่งแต่ละภาษาก็มีคอมไพเลอร์ไม่เหมือนกัน รวมทั้งคอมไพเลอร์แต่ละตัวก็จะต่างกันไปบนเครื่องแต่ละชนิดด้วย เช่น ถ้าเขียนโปรแกรมภาษา COBOL บนเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ ก็จะต้องเลือกใช้คอมไพเลอร์ภาษา COBOL ที่ทำงานบนเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ ซึ่งการเขียนโปรแกรมภาษาหนึ่งภาษาใดบนเครื่องที่ต่างกันอาจจะแตกต่างกันได้ เพราะคอมไพเลอร์ที่ใช้ต่างกันนั่นเอง
ภาษาคอมพิวเตอร์บางภาษาได้ถูออแบบมาให้ใช้แก้ปัญหางานเฉพาะบางอย่าง เช่น การควบคุมหุ่นยนต์ การสร้างภาพกราฟฟิก เป็นต้น แต่ภาษาคอมพิวเตอร์โดยมากจะมีความยืดหยุ่นให้ใช้งานทั่ว ๆ ไปได้ เช่น ภาษา BASIC ภาษา COBOL หรือภาษา FORTRAN เป็นต้น และนอกจากนี้ยังมีภาษา C ที่ได้รับความนิยมมากเช่นกัน
ภาษาระดับสูงมาก (Very high-level Language)
เป็นภาษายุคที่ 4 (fourth-generation language) หรือ 4GLs จะเป็นภาษาที่ใช้เขียนโปรแกรมได้สั้นกว่าภาษาในยุคก่อน ๆ การทำงานบางอย่างสามารถใช้เพียง 5 ถึง 10 บรรทัดเท่านั้น ในขณะที่ถ้าเขียนด้วยภาษา อาจต้องใช้ถึง 100 บรรทัด โดยพื้นฐานแล้ว ภาษาในยุคที่ 4 นี้มีคุณสมบัติที่แยกจากภาษาใยุคก่อน ๆ อย่างชัดเจน กล่าวคือภาษาในยุคก่อนนั้นใช้หลักการของ การเขียนโปรแกรมแบบโพรซีเยอร์ (procedurl language) ในขณะที่ภาษาในยุคที่ 4 จะเป็นแบบ ไม่ใช้โพรซีเยอร์ (nonprocedurl language) ผู้เขียนโปรแกรมเพียงแต่กำหนดว่าต้องการให้โปรแกรมทำอะไรบ้างก็สามารถเขียนโปรแกรมได้ทันที โดยไม่ต้องทราบว่าทำได้อย่างไร ทำให้การเขียนโปรแกรมสามารถทำได้ง่ายและรวดเร็ว
มีนักเขียโปรแกรมกล่าวว่า ถ้าใช้ภาษาในยุคที่ 4 นี้เขียนโปรแกรมจะทำให้ได้งานที่เพิ่มขึ้นถึงสิบเท่าตัว ตัวอย่างเช่น ถ้าต้องการพิมพ์รายงานแสดงจำนวนรายการสินต้าที่ขายให้ลูกค้าแต่ละคนในหนึ่งเดือน โดยให้แสดงยอดรวมของลูกค้าแต่ละคน และให้ขึ้นหน้าใหม่สำหรับการพิมพ์รายงานลูกค้าแต่ละคน จะเขียนโดยใช้ภาษาในยุค

3.อธิบายรูปแบบของตัวแปรภาษา

ตอบ ♦ แอสเซมเบลอ (Assembler) เป็นตัวแปลภาษาแอสแซมบลีซึ่งเป็นภาษาระดับต่ำให้เป็นภาษาเครื่อง

♦ อินเตอร์พรีเตอร์ (Interpreter) เป็นตัวแปลภาษาระดับสูงซึ่งเป็นภาษาที่ใกล้เคียงกับภาษามนุษย์ ไปเป็นภาษาเครื่อง โดยใช้หลักการแปลพร้อมกับงานตามคำสั่งทีละบรรทัดตลอดทั้งโปรแกรมทำให้การแก้ไขโปรแกรมทำได้ง่ายและรวดเร็วแต่ออบเจคโคดที่ได้จากการแปลโดยการใช้อินเตอร์พรีเตอร์นั้นไม่สามารถเก็บไว้ใช้ใหม่ได้จะจะต้องแปลโปรแกรมใหม่ทุกครั้งที่ต้องการใช้งาน

♦ คอมไพเลอร์ (Compiler) จะเป็นตัวแปลภาษาระดับสูงเช่นเดียวกับอินเตอร์พรีเตอร์แต่จะใช้วิธีแปลโปรแกรมทั้งโปรแกรมให้เป็นออบเจคโคด ก่อนที่จะสามารถนำไปทำงานเช่นเดียวกับแอสแซมเบลอ ออบเจคโคดที่ได้จากการแปลนั้นสามารถจัดเก็บไว้เป็นแฟ้มข้อมูล เพื่อให้นำไปใช้ในการทำงานเมื่อใดก็ได้ตามต้องการ ซึ่งเป็นข้อดีของคอมไพเลอร์ที่จะนำผลที่ได้จากการแปลนั้นไปใช้งานกี่ครั้งก็ได้ไม่จำกัด ไม่ต้องเสียเวลาในการแปลใหม่ทุกครั้ง ทำให้เป็นรูปแบบการแปลที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ในปัจจุบัน มีหลักการแปลภาษาคอมพิวเตอร์แบบใหม่เกิดขึ้น คือแปลจากซอร์สโคดไปเป็นรหัสชั่วคราวหรืออินเทอมีเดียตโคด (Intermediate code)ซึ่งสามารถนำไปทำงานได้ด้วยการใช้โปรแกรมในการอ่านและทำงานตามรหัสชั่วคราวนั้นโดยโปรแกรมนี้จะมีหลักการทำงานคล้ายกับอินเทอพรีเตอร์ แต่จะทำงานได้เร็วกว่าเนื่องจากรหัสชั่วคราวจะใกล้เคียงกับภาษาเครื่องมาก มีข้อดีคือสามารถนำรหัสชั่วคราวนั้นไปใช้ได้กับทุก ๆ เครื่องที่มีโปรแกรมตีความได้ทันที

กิจกรรมฝึกทักษะที่ควรเพิ่มให้นักเรียนบทที่6

1.บอกความหมายและหน้าที่ของระบบปฏิบัติการ

ตอบ ระบบปฏิบัติการคือ โปรแกรม ที่จัดการคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ โดยทำหน้าที่ให้การสนับสนุนการประมวลผลในเบื้องต้น และทำหน้าที่อำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้ และคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ทำงานด้วยกัน อย่างราบรื่นหน้าที่ของระบบปฏิบัติการ 1 การติดต่อกับผู้ใช้ หรือยูเซอร์อินเทอร์เฟซ (User interface) ผู้ใช้สามารถสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงาน จึงเป็นหน้าที่ของระบบปฏิบัติการในเป็นตัวกลาง และเตรียมสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ให้กับผู้ใช้ในการสั่งงานคอมพิวเตอร์ หลังจากนั้นจะใช้คำสั่งผ่านทาง System call เพื่อปฏิบัติสิ่งที่ผู้ใช้ต้องการ ใช้สามารถติดต่อหรือควบคุมการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านทางระบบปฏิบัติการได้ โดยระบบปฏิบัติการจะเครื่องหมายพร้อมต์ (prompt) ออกทางจอภาพเพื่อรอรับคำสั่งจากผู้ใช้โดยตรง ตัวระบบปฏิบัติการจึงเป็นตัวกลางที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างผู้ใช้กับฮาร์ดแวร์ของเครื่อง นอกจากนี้ผู้ใช้อาจเขียนโปรแกรมเพื่อใช้งานกรณีนี้ผู้ใช้ก็สามารถติดต่อกับระบบปฏิบัติการได้โดยผ่านทาง System Call 2 ควบุคมดูแลอุปกรณ์ (Control devices) ระบบปฏิบัติการมีหน้าที่ควบคุมอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้ทำงานสอดคล้องกับความต้องการ โดยไม่เกิดข้อผิดพลาด เช่นการควบคุมดิสก์ จอภาพ หรือซีดีรอม เป็นต้น ระบบปฏิบัติการจะรับคำสั่งจากผู้ใช้ และเรียกใช้ System call ขึ้นมาทำงาน ให้ได้ผลตามต้องการ ให้ความสะดวกแก่ผู้ใช้ในการใช้งานอุปกรณ์ต่างๆ ได้ง่าย เช่น การเข้าถึงข้อมูลในแฟ้มหรือติดต่อกับอุปกรณ์รับ/แสดงผลข้อมูล จึงทำให้ผู้พัฒนาโปรแกรมไม่จำเป็นต้องเขียนโปรแกรมเพื่อควบคุมตัวขับดิสก์เพราะระบบปฏิบัติการจัดบริการให้มีคำสั่งสำหรับติดต่อกับอุปกรณ์เหล่านี้ได้อย่างง่ายๆเนื่องจากผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านทางระบบปฏิบัติการ อาจไม่มีความจำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจถึงหลักการทำงานภายในของเครื่อง ดังนั้น ระบบปฏิบัติการจึงมีหน้าที่ควบคุมการทำงานของโปรแกรม การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อให้การทำงานของระบบเป็นไปอย่างถูกต้องและสอดคล้องกัน ระบบปฏิบัติการจึงมีส่วนประกอบของหน้าที่ต่างๆ ที่ควบคุมอุปกรณ์แต่ละชนิดที่มีหน้าที่แตกต่างกันไป โดยผู้ใช้อาจเรียกใช้ผ่านทาง System Call หรือเขียนโปรแกรมขึ้นมาควบคุมอุปกรณ์เหล่านั้น 3 จัดสรรทรัพยากร หรือรีซอร์สระบบ (Resources management) เพราะทรัพยากรของระบบมีจำกัด และมีหลายประเภท ระบบปฏิบัติการต้องบริการให้ผู้ใช้ ได้ใช้ทรัพยากรต่าง ๆ ให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างทรัพยากร ที่ระบบปฏิบัติการต้องจัดการ เช่น ซีพียู หน่วยความจำ ซีดีรอม เครื่องพิมพ์ เป็นต้น ทรัพยากรหลักที่ต้องมีการจัดสรร ได้แก่ หน่วยประมวลผลกลาง หน่วยความจำหลัก อุปกรณ์รับ/แสดงผลข้อมูล และแฟ้มข้อมูล เช่น การจัดลำดับให้บริการใช้เครื่องพิมพ์การสับหลีกงานหลายงานในหน่วยความจำหลักและการจัดสรรหน่วยความจำหลักให้กับโปรแกรมทั้งหลาย ทรัพยากร คือสิ่งที่ซึ่งถูกใช้ไปเพื่อให้โปรแกรมดำเนินไป

2.จำแนกประเภทของระบบปฏิบัติการ

ตอบ ประเภทของระบบปฏิบัติการ
ระบบปฏิบัติการที่ใช้กันโดยทั่วไปในปัจจุบัน อาจนำเอาไปใช้ได้กับคอมพิวเตอร์หลากหลายชนิด ตั้งแต่เครื่องคอมพิวเตอร์ระดับใหญ่จนถึงอุปกรณ์คอมพิวเตอร์พกพาขนาดเล็ก อาจแบ่งได้ออกเป็น 3 ชนิด คือ
- ระบบปฏิบัติการแบบเดี่ยว (stand-alone OS) เป็นระบบปฏิบัติการที่มุ่งเน้นและให้บริการสำหรับผู้ใช้เพียงคนเดียว(เจ้าของเครื่องนั้นๆ) นิยมใช้สำหรรรรรรับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ประมวลผลและทำงานแบบทั่วไป เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์หรือสำนักงาน ซึ่งจะถูกติดตั้งระบบปฏิบัติการนี้ไว้ใช้รองรับการทำงานบางอย่าง เช่น พิมพ์รายงาน ดูหนังหรือเชื่อมต่อเข้ากับอินเทอร์เน็ต เป็นต้น ปัจจุบันพัฒนาให้มมมมีคุณสมบัติที่เป็นเครื่องลูกข่ายเพื่อขอรับบริการ จากเครื่องแม่ข่ายได้ด้วย
- ระบบปฏิบัติการแบบเครือข่าย (network OS) เป็นระบบการที่มุ่งเน้นและบริการสำหรับผู้ใช้หลายๆคน(multi-user) นิยมใช้สำหรับงานให้บริการและประมวลผลข้อมูลสำหรับเครือข่ายโดยเฉพาะ มักพบเห็นได้กับการนำไปใช้ในองค์กรธุรกิจทั่วไป เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ติดตั้งระบบปฏิบัติการเหล่านี้จะเรียกว่า เครื่อง sever ซึ่งเป็นเสมือนเครื่องแม่ข่ายที่ให้บริการข้อมูลต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับผุ้ใช้นั่นเอง
- ระบบปฏิบัติการแบบฝัง (embeded OS) เป็นระบบปฏิบัติการที่พบเห็นได้ในอุปกรณ์คอมพิวเตอร์พกพาขนาดเล็ก เช่น พีดีเอ หรือSmart phone บางรุ่น สามารถช่วยในการทำงานของอุปกรณ์แบบไม่ประจำที่เหล่านี้ได้เป็นอย่างดี เกิดขึ้นมาหลังสุดพร้อมๆกับที่อุปกรณ์คอมพิวเตอร์พกพาเหล่านี้ได้รับความนิยมมากขึ้น บางระบบมีคุณสมบัติที่ใกล้เคียงกับระบบปฏิบัติการแบบเดี่ยวด้วย เช่น รองรับการทำงานทั่วไป ดูหนัง ฟังเพลงหรือเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้

3.อธิบายองค์ประกอบของระบบปฏิบัติการ

ตอบ องค์ประกอบของระบบปฏิบัติการ (Components of the Operating System)Supervisor - เป็นส่วนในการควบคุมกิจกรรมทุกอย่างที่ฮาร์ดแวร์ของคอมพิวเตอร์ทำCommand-Language Translator - เป็นตัวเปลี่ยนความต้องการของผู้ใช้ให้เป็นการทำงานของ Operating SystemInput/Output Control System (IOCS) - เกี่ยวโยงกับระบบฮาร์ดแวร์Librarian - เป็นส่วนของซอฟต์แวร์ที่จัดการกับข้อมูล โปรแกรม พื้นที่ว่างในแฟ้มข้อมูลระบบปฏิบัติการสำหรับไมโครคอมพิวเตอร์ (Microcomputer Operating Systems)MS-DOS - เป็นระบบปฏิบัติการที่ใช้กันในระยะแรก เป็นลักษณะคำสั่งโดยอักษรMacintosh System - ใช้รูปภาพเป็นสื่อ (GUI: Graphic User Interface) เป็นระบบปฏิบัติการเฉพาะOS/2 - หรือ Operating System 2 ใช้รูปภาพเป็นสื่อ แต่เป็น OS ที่มีขนาดใหญ่และใช้หน่วยความจำมากWindows - เป็นระบบ GUI นิยมใช้ในปัจจุบัน สนับสนุนการใช้งานของผู้ใช้งานได้มากและสะดวกUNIX - เป็นระบบปฏิบัติการที่ใช้งานในเครื่องหลายแบบ ใช้งานด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์Operating Systems for Pen-Based Computers - เป็นการเปลี่ยนลายเส้นอักษรของผู้ใช้โดยปากกาเฉพาะระบบปฏิบัติการสำหรับข่ายงาน (Network Operating Systems)เป็นการเชื่อมโยงเครื่องแต่ละเครื่องเข้าด้วยกันเป็นระบบเครือข่าย หรือ LAN (Local Area Network) ลักษณะการใช้งานคือใช้ระบบไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์สื่อสารถึงกันได้ใช้ข้อมูลร่วมกันได้ปฏิบัติงานบางอย่างร่วมกันได้ใช้อุปกรณ์ และทรัพยากรอื่น ๆ ร่วมกันได้ระบบเครือข่ายจะต้องประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ ดังนี้มีแผ่นวงจรข่ายงาน (Network Interface Card)มีระบบปฏิบัติการข่ายงาน (Network Operating System)มีการจัดเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ให้ถูกต้องและเหมาะสมระบบปฏิบัติการสำหรับเครื่องขนาดใหญ่ (Operating Systems for Larger Systems)ลักษณะโดยทั่วไปที่จะต้องพบในระบบปฏิบัติการดังกล่าวInterleaving Techniques - การจัดการเกี่ยวกับการทำงานได้หลาย ๆ งานในเวลาเดียวกัน เช่นMultiprogramming - เป็นขบวนการที่เครื่องคอมพิวเตอร์ สามารถทำงานพร้อมกันมากกว่า 1 งาน หรือผู้ใช้งานมากกว่า 1 คนเข้าใช้คอมพิวเตอร์Multitasking - ความสามารถในการทำงานหลายอย่างของผู้ใช้คนเดียวในเวลาเดียวกันTime-Sharing - เป็นเทคนิคที่ CPU จัดสรรเวลาให้กับผู้ใช้หลายคนที่ปริมาณที่เท่าเทียมกันForeground/Background Processing - เป็นการแบ่งหน่วยความจำหลักออกเป็นส่วน ๆ ที่เรียกว่า Partition ให้หลายโปรแกรมเข้าไปอยู่ในหน่วยความจำพร้อมๆ กันได้Virtual Memory - เป็นระบบการทำงานที่ใช้หน่วยความจำสำรองทำหน้าที่เก็บโปรแกรมและข้อมูลแทนหน่วยความจำหลักMultiprocessing - การทำงานหลาย ๆ งานได้พร้อมกัน โดยมี CPU ตั้งแต่ 2 ตัวเชื่อมโยงการทำงานซอฟต์แวร์ระบบอื่น ๆตัวแปลภาษา (Language Translator) ทำหน้าที่แปลภาษาโปรแกรมที่เขียนขึ้น ให้เป็นภาษาเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เครื่องเข้าใจ และทำงานได้Compilers - เป็นตัวแปลงโปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์ให้เป็นภาษาเครื่องก่อนที่โปรแกรมนั้นจะทำงานต่อInterpreters - เป็นการแปลโปรแกรมเป็นภาษาเครื่องในลักษณะที่แปลโปรแกรมในแต่ละบรรทัดและทำงานทันทีAssemblers - ก่อนที่เครื่องจะใช้งานภาษาแอสเซมบลีได้ จะต้องแปลภาษาแอสเซมบลีให้เป็นภาษาเครื่องก่อน ที่เรียกว่า Assemblersโปรแกรมอรรถประโยชน์ (Utility Programs) เป็นซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการช่วยงานต่าง ๆ เช่น การเตรียมแผ่นดิสก์เพื่อใช้งาน การสำเนาแฟ้มข้อมูลโปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์ (Programming Languages)เป็นภาษาที่เขียนเพื่อทำให้เครื่องทำงานตามที่ผู้ใช้ต้องการวิวัฒนาการและระดับของภาษาคอมพิวเตอร์ยุคที่ 1 – 2 ภาษาเครื่อง และภาษาระดับต่ำ (Low-Level Languages) ผู้เขียนต้องมีความรู้เรื่องคอมพิวเตอร์เป็นอย่างดีMachine Language เป็นภาษาในยุคแรก เป็นรหัสเลขฐาน 2 สั่งให้เครื่องทำงานทันทีAssembly Language เป็นภาษาที่ง่ายขึ้นกว่ายุคแรก จะเป็นอักษรย่อในการเขียนคำสั่งยุคที่ 3 ภาษาระดับสูง (High-Level Languages) เป็นภาษาที่ใกล้เคียงกับภาษามนุษย์ ซึ่งภาษาระดับต่ำและระดับสูง จะต้องมีตัวแปลภาษา (Translator) ช่วยในการแปลภาษา เช่น Assemble Cobol BASIC Pascalยุคที่ 4 ภาษาระดับสูงมาก (Very-High-Level Languages) เป็นภาษาโปรแกรมที่เข้าใจง่ายและใช้คำสั่งสั้นเช่น RPG (Report Program Generator) , 4GL (Forth – Generation Language)ยุคที่ 5 ภาษายุคที่ 5 (Fifth Generation of Programming Language) มีลักษณะคือระบบผู้เชี่ยวชาญ (Export Systems) ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ในการเก็บข้อมูลความรู้และประสบการณ์ของผู้เชียวชาญภาษาธรรมชาติ (Natural Languages) ใช้ภาษามนุษย์ในการติดต่อสื่อสารกับเครื่องคอมพิวเตอร์ แต่มีปัญหาทางด้านการประมวลผลคำ และคำสั่งอยู่ภาษาเชิงวัตถุ (Object- Oriented Languages) เป็นการปฏิบัติการด้านความคิดเป็นการเปลี่ยนวิธีการพิจารณาการทำงานของมนุษย์จากเดิมที่เน้นด้านกระบวนการ ไปเน้นที่ตัววัตถุที่ถูกดำเนินการแทนภาษาสำหรับประมวลผลแบบขนาน (Paralleled Processing Languages) ประกอบด้วยงานย่อย ๆ ซึ่งสามารถทำงานบนหน่วยประมวลผลกลาง ได้พร้อมกันSupervisor - เป็นส่วนในการควบคุมกิจกรรมทุกอย่างที่ฮาร์ดแวร์ของคอมพิวเตอร์ทำCommand-Language Translator - เป็นตัวเปลี่ยนความต้องการของผู้ใช้ให้เป็นการทำงานของ Operating SystemInput/Output Control System (IOCS) - เกี่ยวโยงกับระบบฮาร์ดแวร์Librarian - เป็นส่วนของซอฟต์แวร์ที่จัดการกับข้อมูล โปรแกรม พื้นที่ว่างในแฟ้มข้อมูลระบบปฏิบัติการสำหรับไมโครคอมพิวเตอร์ (Microcomputer Operating Systems)MS-DOS - เป็นระบบปฏิบัติการที่ใช้กันในระยะแรก เป็นลักษณะคำสั่งโดยอักษรMacintosh System - ใช้รูปภาพเป็นสื่อ (GUI: Graphic User Interface) เป็นระบบปฏิบัติการเฉพาะOS/2 - หรือ Operating System 2 ใช้รูปภาพเป็นสื่อ แต่เป็น OS ที่มีขนาดใหญ่และใช้หน่วยความจำมากWindows - เป็นระบบ GUI นิยมใช้ในปัจจุบัน สนับสนุนการใช้งานของผู้ใช้งานได้มากและสะดวกUNIX - เป็นระบบปฏิบัติการที่ใช้งานในเครื่องหลายแบบ ใช้งานด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์Operating Systems for Pen-Based Computers - เป็นการเปลี่ยนลายเส้นอักษรของผู้ใช้โดยปากกาเฉพาะระบบปฏิบัติการสำหรับข่ายงาน (Network Operating Systems)เป็นการเชื่อมโยงเครื่องแต่ละเครื่องเข้าด้วยกันเป็นระบบเครือข่าย หรือ LAN (Local Area Network) ลักษณะการใช้งานคือใช้ระบบไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์สื่อสารถึงกันได้ใช้ข้อมูลร่วมกันได้ปฏิบัติงานบางอย่างร่วมกันได้ใช้อุปกรณ์ และทรัพยากรอื่น ๆ ร่วมกันได้ระบบเครือข่ายจะต้องประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ ดังนี้มีแผ่นวงจรข่ายงาน (Network Interface Card)มีระบบปฏิบัติการข่ายงาน (Network Operating System)มีการจัดเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ให้ถูกต้องและเหมาะสมระบบปฏิบัติการสำหรับเครื่องขนาดใหญ่ (Operating Systems for Larger Systems)ลักษณะโดยทั่วไปที่จะต้องพบในระบบปฏิบัติการดังกล่าวInterleaving Techniques - การจัดการเกี่ยวกับการทำงานได้หลาย ๆ งานในเวลาเดียวกัน เช่นMultiprogramming - เป็นขบวนการที่เครื่องคอมพิวเตอร์ สามารถทำงานพร้อมกันมากกว่า 1 งาน หรือผู้ใช้งานมากกว่า 1 คนเข้าใช้คอมพิวเตอร์Multitasking - ความสามารถในการทำงานหลายอย่างของผู้ใช้คนเดียวในเวลาเดียวกันTime-Sharing - เป็นเทคนิคที่ CPU จัดสรรเวลาให้กับผู้ใช้หลายคนที่ปริมาณที่เท่าเทียมกันForeground/Background Processing - เป็นการแบ่งหน่วยความจำหลักออกเป็นส่วน ๆ ที่เรียกว่า Partition ให้หลายโปรแกรมเข้าไปอยู่ในหน่วยความจำพร้อมๆ กันได้Virtual Memory - เป็นระบบการทำงานที่ใช้หน่วยความจำสำรองทำหน้าที่เก็บโปรแกรมและข้อมูลแทนหน่วยความจำหลักMultiprocessing - การทำงานหลาย ๆ งานได้พร้อมกัน โดยมี CPU ตั้งแต่ 2 ตัวเชื่อมโยงการทำงานซอฟต์แวร์ระบบอื่น ๆตัวแปลภาษา (Language Translator) ทำหน้าที่แปลภาษาโปรแกรมที่เขียนขึ้น ให้เป็นภาษาเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เครื่องเข้าใจ และทำงานได้Compilers - เป็นตัวแปลงโปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์ให้เป็นภาษาเครื่องก่อนที่โปรแกรมนั้นจะทำงานต่อInterpreters - เป็นการแปลโปรแกรมเป็นภาษาเครื่องในลักษณะที่แปลโปรแกรมในแต่ละบรรทัดและทำงานทันทีAssemblers - ก่อนที่เครื่องจะใช้งานภาษาแอสเซมบลีได้ จะต้องแปลภาษาแอสเซมบลีให้เป็นภาษาเครื่องก่อน ที่เรียกว่า Assemblersโปรแกรมอรรถประโยชน์ (Utility Programs) เป็นซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการช่วยงานต่าง ๆ เช่น การเตรียมแผ่นดิสก์เพื่อใช้งาน การสำเนาแฟ้มข้อมูลโปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์ (Programming Languages)เป็นภาษาที่เขียนเพื่อทำให้เครื่องทำงานตามที่ผู้ใช้ต้องการวิวัฒนาการและระดับของภาษาคอมพิวเตอร์ยุคที่ 1 – 2 ภาษาเครื่อง และภาษาระดับต่ำ (Low-Level Languages) ผู้เขียนต้องมีความรู้เรื่องคอมพิวเตอร์เป็นอย่างดีMachine Language เป็นภาษาในยุคแรก เป็นรหัสเลขฐาน 2 สั่งให้เครื่องทำงานทันทีAssembly Language เป็นภาษาที่ง่ายขึ้นกว่ายุคแรก จะเป็นอักษรย่อในการเขียนคำสั่งยุคที่ 3 ภาษาระดับสูง (High-Level Languages) เป็นภาษาที่ใกล้เคียงกับภาษามนุษย์ ซึ่งภาษาระดับต่ำและระดับสูง จะต้องมีตัวแปลภาษา (Translator) ช่วยในการแปลภาษา เช่น Assemble Cobol BASIC Pascalยุคที่ 4 ภาษาระดับสูงมาก (Very-High-Level Languages) เป็นภาษาโปรแกรมที่เข้าใจง่ายและใช้คำสั่งสั้นเช่น RPG (Report Program Generator) , 4GL (Forth – Generation Language)ยุคที่ 5 ภาษายุคที่ 5 (Fifth Generation of Programming Language) มีลักษณะคือระบบผู้เชี่ยวชาญ (Export Systems) ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ในการเก็บข้อมูลความรู้และประสบการณ์ของผู้เชียวชาญภาษาธรรมชาติ (Natural Languages) ใช้ภาษามนุษย์ในการติดต่อสื่อสารกับเครื่องคอมพิวเตอร์ แต่มีปัญหาทางด้านการประมวลผลคำ และคำสั่งอยู่ภาษาเชิงวัตถุ (Object- Oriented Languages) เป็นการปฏิบัติการด้านความคิดเป็นการเปลี่ยนวิธีการพิจารณาการทำงานของมนุษย์จากเดิมที่เน้นด้านกระบวนการ ไปเน้นที่ตัววัตถุที่ถูกดำเนินการแทนภาษาสำหรับประมวลผลแบบขนาน (Paralleled Processing Languages) ประกอบด้วยงานย่อย ๆ ซึ่งสามารถทำงานบนหน่วยประมวลผลกลาง ได้พร้อมกัน

4.บอกระบบปฏิบัติการที่ได้รับความนิยมนำมาใช้งานในปัจจุบัน

ตอบ
ระบบปฏิบัติการดอส ระบบปฏิบัติการดอส (DOS : Disk Operating System) เป็นระบบปฏิบัติการ ที่ใช้กันแพร่หลาย ในเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ เริ่มมีใช้ครั้งแรกบนเครื่อง IBM PC ประมาณปี ค.ศ. 1981 เรียกว่าโปรแกรม PC-DOS ต่อมาบริษัทไมโครซอฟต์ได้สร้าง MS-DOS สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วไป และได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย มาจนถึงปัจจุบัน ตั้งแต่รุ่น (Versions) 1.0 2.0 3.0 3.30 4.0 5.0 6.0 และ 6.22 ปัจจุบันมีซอฟต์แวร์ ทำงานภายใต้ระบบปฏิบัติการ MS-DOS อยู่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะไมโครคอมพิวเตอร์รุ่นเก่า ๆ ที่มีทรัพยากรของระบบน้อย เช่น มีฮาร์ดดิสก์ มีหน่วยความจำน้อย ซีพียูรุ่นเก่า ๆ เป็นต้น ตัวอย่างการใช้คำสั่งดอส โดยการพิมพ์คำสั่งที่เครื่องหมายพร้อมรับคำสั่ง ในลักษณะ Command Line ซึ่ง DOS ติดต่อกับผู้ใช้ด้วยการพิมพ์คำสั่ง ไม่มีภาพกราฟิกให้ใช้ เรียกว่าทำงานในโหมดตัวอักษร (TextMode) ระบบปฏิบัติการ DOS มีข้อเสียคือ ติดต่อกับผู้ใช้ไม่สะดวก เพราะผู้ใช้ต้องจำ และพิมพ์คำสั่งให้ถูกต้อง โปรแกรมจึงจะทำงาน ดังนั้นประมาณปี ค.ศ. 1985 บริษัทไมโครซอฟต์ ได้พัฒนาซอฟต์แวร์ Microsoft Windows Version 1.0 และได้พัฒนาเรื่อยมาจนถึง Version Microsoft Windows 3.11 ในปีค.ศ. 1990 ซอฟต์แวร์ดังกล่าว ทำงานในสภาพแวดล้อม ที่เป็นกราฟิกเรียกว่า Graphic User Interface(GUI) ทำหน้าที่แทนดอส ทำให้เกิดความสะดวกแก่ผู้ใช้อย่างมาก ทำให้ Microsoft Windows 3.11 ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว ในเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ คุณสมบัติเด่นของ Windows 3.11 คือทำงานในกราฟิกโหมด เป็น Multi-Tasking และ Generic OS แต่ยังคงทำงานในลักษณะ Single-User OS แต่ก็ยังคงต้องอาศัยระบบปฏิบัติการดอส ทำการบูตเครื่องเพื่อเริ่มต้นระบบก่อน
ระบบปฏิบัติการวินโดวส์95
ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ 95 พัฒนาโดยบริษัทไมโครซอฟต์ และวางจำหน่ายในช่วงปลายปี 1995 เป็นซอฟต์แวร ์ ที่ใช้กับเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ทั่ว ๆ ไป ที่มีคุณลักษณะฮาร์ดแวร ์และหน่วยความจำ สูงกว่าระบบปฏิบัติการดอส ต้องใช้ซีพียูที่มีความเร็ว ในการประมวลผลด้วย ตัวโปรแกรมต้องใช้พื้นที่ฮาร์ดดิสก์ประมาณ 40 MB มีรูปแบบการติดต่อกับผู้ใช้ (User Interface) เป็นภาพกราฟิก ทำให้ง่าย และสะดวกต่อการใช้งานยิ่งขึ้น (Friendly User Interface)
วินโดวส์ 95 ติดต่อกับผู้ใช้โดยใช้ภาพกราฟิก การใช้งานควบคุมโปรแกรม โดยใช้เมาส์เป็นส่วนใหญ่ ผู้ใช้ไม่ต้องจำคำสั่ง สะดวกต่อการใช้งานมาก นอกจากนั้นยังมี DOS Prompt ให้สามารถใช้คำสั่ง ที่จำเป็นของดอสในวินโดวส์ 95 ได้อีกด้วย ความสามารถของวินโดวส์ 95 คือเตรียมโปรแกรม สำหรับการควบคุม การเชื่อมต่ออุปกรณ์ภายนอก ไว้จำนวนมาก สามารถตรวจสอบอุปกรณ์ ที่นำมาเชื่อมต่อใหม่ได้อย่างอัตโนมัติ ทำให้ผู้ใช้สะดวกอย่างมาก ในการติดตั้งอุปกรณ์ใหม่ เข้ากับคอมพิวเตอร์ การทำงานในลักษณะนี้เรียกว่า Pnp (Plug and Play) นอกจากนี้ยังมีความสามารถ จัดการในการเชื่อมต่อเป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ แบบจุดต่อจุด (Peer-to-Peer) เพื่อใช้ทรัพยากรของระบบเครือข่ายร่วมกัน
ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ 98 วินโดวส์ 98 เป็นระบบปฏิบัติการ ที่มีความสามารถสูง พัฒนาต่อเนื่องมาจาก วินโดวส์ 95 สามารถทำงานแบบหลายงาน (Multi-Tasking OS) มีผู้ใช้ในระบบเพียงคนเดียว แบบ Single- User OS ได้ อีกทั้งยังสามารถ นำไปใช้กับไมโครคอมพิวเตอร์ได้ทั่วไป เรียกว่าเป็นแบบ Generic Operating System การทำงานของวินโดวส์ 98 ติดต่อกับผู้ใช้แบบ Graphic User Interface (GUI) เช่นเดียวกับวินโดวส์ 95 แต่ปรับรูปแบบให้ดูสวยงาม อัตโนมัติยิ่งขึ้น มีความสามารถ ในการเชื่อมต่อ กับระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ได้สะดวกยิ่งขึ้น มีโปรแกรมที่เป็นเครื่องมือ สำหรับการสืบค้นข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต มาพร้อมคือโปรแกรม Internet Explore
ข้อด้อยของโปรแกรม ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ 98 คือ ต้องการทรัพยากรของระบบ ได้แก่ หน่วยประมวลผล หน่วยความจำ ฮาร์ดดิสก์ อุปกรณ์มัลติมีเดียสูง คอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพต่ำ ไม่สามารถติดตั้งวินโดวส์ 98 ได้ แต่มีข้อดีคือ ผู้ใช้สามารถใช้งานได้อย่างสะดวก มากกว่าวินโดวส์ 95 มีซอฟต์แวร์ประยุกต์ต่าง ๆ สนับสนุนทำงานบนระบบวินโดวส์ 98 เป็นจำนวนมาก รองรับการใช้งาน ด้านอินเทอร์เน็ตได้เป็นอย่างดี
ระบบปฏิบัติการ Windows ME
Windows ME (Windows Millennium Edition) เป็นระบบปฏิบัติการรุ่นใหม่ ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาจาก ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ 95 และ98 ซึ่งออกแบบมาให้เหมาะสม กับผู้ใช้ตามบ้าน เป็นระบบปฏิบัติการที่ทันสมัย ฉลาด และเข้าใจผู้ใช้ มากกว่าวินโดวส์ 95 และวินโดวส์ 98 หน้าตาของ Windows ME จะมีรูปลักษณ์เหมือนวินโดวส์ 98 มาก แต่มันมีคุณลักษณะพิเศษ ที่เหนือกว่าเดิมมาก เช่นสามารถสร้างระบบเครือข่าย ภายในบ้านได้ นอกจากนี้ยังมีความสามารถ ด้านอินเทอร์เน็ต และมัลติมีเดีย มากกว่าวินโดวส์ 98 อีกด้วย

ระบบปฏิบัติการ Windows 2000
Windows 2000 เป็นระบบปฏิบัติการ ที่เกิดขึ้นมาเพื่อตอบสนอง ระบบเครือข่าย และเป็น OS ที่สร้างขึ้นมาเป็น GUI ตั้งแต่ต้น ดังนั้นการนำ Application เดิม ๆ ที่เคยใช้กับระบบปฏิบัติการดอส หรือโปรแกรม ที่สั่งงานฮาร์ดแวร์โดยตรง มาใช้บนระบบปฏิบัติการ วินโดวส์2000 อาจไม่ยอมทำงานให้ แต่การทำงานระบบ Multi-Tasking และ Multi-User ใช้งานได้ดีกว่าตระกูล วินโดวส์ 95 และ 98 โดยทำการควบคุม ขบวนการทำงาน ของแต่ละโปรแกรมได้ดีขึ้น
ระบบปฏิบัติการ Windows XP
WindowsXP เป็นระบบปฏิบัติการ ที่เริ่มวางตลาดในปี ค.ศ. 2001 โดยตั้งชื่อ ให้รับกับการเปลี่ยนแปลงล่าสุดว่า Microsoft Windows XP โดยคำว่า XP ย่อมาจาก experience แปลว่ามีประสบการณ์ โดยทางบริษัทผู้สร้าง กล่าวว่าการตั้งชื่อเช่นนี้ มีเหตุผลมาจากที่ต้องการสื่อให้เห็นถึงการ ได้รับประสบการณ์ใหม่ ๆ จากการใช้ Windows XP ทุก ๆ ประมาณ 2 ปี บริษัทไมโครซอฟต์ผู้ผลิตโปรแกรมวินโดวส์ จะวางตลาดวินโดวส์รุ่นใหม่ ๆ โดยได้ใส่เทคโนโลยีที่ทันสมัย และเปลี่ยนแปลง สิ่งที่เป็นข้อด้อยของวินโดวส์รุ่นเก่า เพราะฉะนั้น ผู้ที่ต้องการเทคโนโลยีใหม่ ๆ Windows XP มีจุดเด่นและความสามารถมากมาย ไม่ว่าจะเป็นระบบใช้งานที่ดูสวยงาม และง่ายกว่าวินโดวส์รุ่นเก่า ๆ มีระบบช่วยเหลือในการปรับแต่งมากมาย เช่นระบบติดตั้งฮาร์ดแวร์ ติดตั้งเครือข่าย และสร้างผู้ใช้ในเครือข่าย การสร้างแฟกซ์ด้วยคอมพิวเตอร์ นอกจากนี้ยังมีโปรแกรมรุ่นใหม่ แถมมาให้หลายโปรแกรม เช่นโปรแกรมดูหนังฟังเพลง (Windows Media Player 8)และโปรแกรมท่องโลกอินเทอร์เน็ต (Internet Explorer 6) เหมาะสำหรับนักคอมพิวเตอร์มือใหม่ และผู้ใช้งานทั่วไปอย่างยิ่ง

กิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้บทที่5

1.ให้นักเรียนค้นหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต โดยให้หาความหมายของคำว่า" Open Source" และให้บอกซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ช ที่รนู้จักในปัจจุบันมา 3 ชนิด
ตอบ โอเพนซอร์ซ หรือ โอเพนซอร์ส [1] (open source) คือวิธีการในการออกแบบ พัฒนา และแจกจ่ายสำหรับต้นฉบับของสินค้าหรือความรู้ โดยเฉพาะซอฟต์แวร์ โดยโอเพนซอร์ซถูกพิจารณาว่าเป็นทั้งรูปแบบหนึ่งในการออกแบบ และแผนการในการดำเนินการ โดยโอเพนซอร์ซเปิดโอกาสให้บุคคลอื่นนำเอาระบบนั้นไปพัฒนาได้ต่อไป

นอกเหนือจากด้านซอฟต์แวร์คำว่าโอเพนซอร์ซยังคงเริ่มนำมาใช้ในส่วนของไบโอเทคโนโลยี

2. ให้นักเรียนค้นหาซอฟต์แวร์ที่พัฒนาโดยคนไทย และให้บอกคุณสมบัติของซอฟต์แวร์ดังกล่าว
ตอบ กระบวนการการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ดีควรหาข้อผิดพลาดให้ได้ แต่ต้องไม่สับสนเรื่องขั้น-ตอนในการพัฒนา ถ้าผลิตอย่างมีขั้นตอน ก็ควรมีความยืดหยุ่นพอสมควร และไม่ยึดติดกับขั้นตอนมากเกินไป จนทำให้โครงการล่าช้าหรือล้มเหลวเพราะเลือกใช้ขั้นตอนที่ไม่เหมาะสมกับประเภทของซอฟต์แวร์

ถ้าพบข้อผิดพลาดช่วงแรกๆ ก็จะช่วยลดระยะเวลาและค่าใช้จ่ายในการพัฒนาซอฟต์แวร์ได้มาก การศึกษาเรื่องค่าใช้จ่ายด้านซอฟต์แวร์ของบริษัทไอบีเอ็ม (IBM) บริษัทจีทีอี (GTE) และบริษัททีอาร์ดับเบิลยู (TRW) โดยนายแบรี บีม(Barry Boehm) ในปี ค.ศ. ๑๙๓๖ พบว่า ถ้าแก้ไขข้อผิดพลาดเมื่อพัฒนาซอฟต์แวร์เสร็จแล้วแทนที่จะแก้ไขตั้งแต่ตอนที่หนดคุณลักษณะของซอฟต์แวร์ ก็จะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเป็น๑๐๐ เท่า ตัวอย่างของปัญหานี้เห็นได้อย่างชัดเจนในการแก้ปัญหาคอมพิวเตอร์ ปี ค.ศ. ๒๐๐๐ หรือที่เรียกว่า ปัญหาวายทูเค (Y2K) บริษัที่ออก-แบบซอฟต์แวร์ให้ใช้กับปีที่มีเลข ๔ หลักตั้งแต่ต้นแทบจะไม่เดือดร้อนในการแก้ไขเลย แต่ซอฟต์แวร์อื่นๆ ที่ทั้งผู้ผลิตและผู้ใช้ต่างละเลยปัญหานี้ โดยยังคงใช้ปีเป็นเลข ๒ หลักอยู่ บางรายใช้อยู่เป็นสิบๆ ปี เมื่อถึงเวลาแก้ไขข้อผิดพลาดของซอฟต์แวร์ ก็ปรากฏว่าต้องใช้เงินเป็นจำนวนมากถึงหลายสิบล้านบาท ร้อยล้านบาท หรือมากกว่านั้น

การพัฒนาซอฟต์แวร์อย่างมีขั้นตอน มีหลายแบบและยังมีวิวัฒนาการอยู่อย่างต่อเนื่องเพราะสาขาทางวิศวกรรมซอฟต์แวร์นี้ เพิ่งเกิดขึ้นในครึ่งหลังของศตวรรษที่ ๒๐ หากเทียบกับระยะเวลาที่มนุษยชาติศึกษากระบวนการสร้างที่อยู่อาศัยที่มีมาเป็นพันๆ ปีแล้ว ก็นับได้ว่าสาขาวิชานี้ยังใหม่อยู่มาก ดังนั้น ในการเลือกกระบวนการการพัฒนาซอฟต์แวร์จะต้องตั้งคำถามว่า กระบวนการใด "เหมาะ" ที่สุดสำหรับโจทย์ปัญหาและประเภทของซอฟต์แวร์ ไม่ใช่กระบวนการใด "ดี" ที่สุด

การพัฒนาซอฟต์แวร์ไม่ใช่กระบวนการที่มีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดที่แน่นอนเหมือนเช่นผลิตภัณฑ์อื่นๆ เนื่องจากซอฟต์แวร์ใช้สำหรับสั่งให้คอมพิวเตอร์ช่วยแก้โจทย์ปัญหาบางอย่างให้แก่มนุษย์ เมื่อสภาพของโจทย์ปัญหาหรือคอมพิวเตอร์เปลี่ยนแปลงไป ซอฟต์แวร์ก็ต้องเปลี่ยนแปลงตาม ซอฟต์แวร์ที่ขาดการทำนุบำรุงจึงเสื่อมคุณภาพ ทั้งที่ไม่ได้สึกหรอ ทั้งนี้เพราะไม่สามารถนำไปใช้แก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกต่อไป

ในสมัยแรกๆ การผลิตซอฟต์แวร์มักไม่มีขั้นตอน คือ เริ่มต้นด้วยการเขียนซอฟต์แวร์เลยเมื่อมีปัญหาก็แก้ไข เขียนแล้วแก้สลับกันไปจนกว่าจะได้คุณลักษณะที่ต้องการ ผลก็คือ จะได้ซอฟต์แวร์ที่ซับซ้อนมาก หากต้องมีการปรับปรุงแก้ไขในภายหลัง และผู้ที่แก้ไขไม่ใช่ผู้เขียนซอฟต์แวร์นั้นเอง ก็จะมีปัญหามาก มักทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการทำนุบำรุงซอฟต์แวร์เกินกว่างบประมาณที่กำหนดไว้

ต่อมาได้มีการนำหลักวิศวกรรมมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาซอฟต์แวร์ การพัฒนาซอฟต์แวร์จึงแบ่งได้เป็น ๓ ระยะ คือ

๑. กำหนดคุณลักษณะซอฟต์แวร์ (Definition) เน้นว่าจะ "สร้างอะไร" โดยให้คำตอบว่า "โจทย์ปัญหาที่ต้องการแก้คืออะไร" และ "สิ่งที่จะใช้แก้ปัญหานี้คืออะไร"
๒. สร้างซอฟต์แวร์ (Development) เน้นว่าจะ "สร้างอย่างไร" โดยให้คำตอบเรื่อง "ทำอย่างไรจึงจะสร้างสิ่งที่นำมาใช้แก้ปัญหาได้" และ "ทำอย่างไรจึงจะตรวจสอบหาข้อบกพร่องของสิ่งที่สร้างขึ้นได้ ตลอดจนสิ่งที่นำมาใช้แก้ปัญหารวมทั้งซอฟต์แวร์และเอกสารอธิบายซอฟต์แวร์"
๓. วิวัฒนาการของซอฟต์แวร์ (Evolution)เน้นว่าจะ "เปลี่ยนแปลงอย่างไร" โดยให้คำตอบเรื่อง "เมื่อสภาพการณ์หรือปัญหาเปลี่ยนแปลงไปต้องทำอย่างไรจึงจะสามารถปรับปรุงสิ่งนั้นให้ยังคงใช้แก้ปัญหาได้"

แม่แบบของกระบวนการการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่เป็นขั้นตอนที่เก่าแก่ที่สุดนั้น เรียกกันว่า แม่แบบแบบขั้นน้ำตก (Waterfall Model) ซึ่งเมื่อลากเส้นเชื่อมต่อแต่ละขั้นตอนลงไปจนถึงขั้นตอนสุดท้ายแล้ว ก็จะมีลักษณะคล้ายน้ำตก

3. ให้นักเรียนค้นหาข้อมูล ความรู้เกี่ยวกับลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ที่ได้บังคับใช้ในปัจจุบัน
ตอบ

Full Package License
: สำหรับผู้ใช้ซอฟต์แวร์ในปริมาณน้อย

OEM License : ติดตั้งไปพร้อมกับการจำหน่ายเครื่องคอมพิวเตอร์

Volume License : สำหรับองค์กรที่ต้องการใช้ซอฟต์แวร์เป็นจำนวนมาก

Software Assurance : โปรแกรมการบำรุงรักษาที่ช่วยจัดการและการบริหารซอฟต์แวร์
: พบเอกสาร - คู่มืออ้างอิงเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ที่เป็นประโยชน์

Licensing Book : คู่มือและบทสรุปเรื่องลิขสิทธิ์ไมโครซอฟท์

4. ให้นักเรียนเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีที่สถานศึกษาต้องจ่ยค่าลิขสิทธิ์ของซอฟต์แวร์ต่างๆ ที่ใช้ในการเรียนการสอน ซึ่งนักเรียนเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างไร
ตอบ เห็นด้วย เพราะ เราใช้ลืขสิทธ์ของเอาเราก็ต้องจ่ายค่าลิขสิทธ์เพื่อเป็นค่าบำรุงลิขสิทธ์ของขา


กิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้บทที่ 6

1. ในระบบปฏิบัติการ windows 7 license ทั้งในแบบ FPP และ OEM ซึ่งทั้ง 2 แบบมีความแตกต่างกันอย่างไร ให้นักเรียนนำเสนอข้อมูลต่างๆ ระหว่าง licencs ทั้ง2รูปแบบนี้ และถซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์สำหรับการใช้งานภายในบ้านนักเรียนจะต้องใช้รูปแบบของ license แบบใด

ตอบ ซื้อwin7ของแท้แบบOEM กับFPP ต่างกันอย่างไร
เห็นราคาต่างกันมาก แต่อ่านคำอธิบายแล้วยังงงๆ สมมุติว่าผมมีNBเครื่องนึงอยู่ อายุ2ปี อยากจะลงwin7ใหม่ ของแท้ ต้องซื้อแบบไหนครับแล้วถ้าซื้อแบบHomeนี่ สามารถเล่นเกมหนักได้ดีหรือเปล่าครับเพราะที่ผ่านมาก็ใช้XP Pro SP3 มาตลอด ไม่รู้ถ้าลดลงไปใช้แบบHome ในwin7จะทำให้การใช้งานอะไรที่เคยใช้ได้ในXP SP3 หายไปรึเปล่าปล.ไม่ได้ติดใจอยากใช้บูกเล่นอะไรของ win7 หรอกนะครับ แค่อยากใช้ทุกอย่างให้ได้ประสิทธิภาพอย่างน้อยก็เท่ากับในXP SP3 ที่เคยใช้

2.ให้นักเรียนเสนอความคิดเห็นว่า การจัดเก็บลิขสิทธิ์ของระบบปฏิบัติการ windows จะส่งผลอย่างไรต่อผู้บริโภค และจะมีวิธีหลีกเลี่ยงค่าลิขสิทธิ์ได้หรือไม่ อย่างไร

ตอบ โปรแกรม Windows Genuine Advantage คืออะไร
โปรแกรม Microsoft Genuine Advantage ซึ่งได้แก่ Windows Genuine Advantage จะช่วยให้คุณตรวจสอบได้ว่า Windows ของคุณเป็นของแท้หรือไม่ ซอฟท์แวร์ Windows ของแท้ได้รับการพัฒนาโดย Microsoft ซึ่งได้รับลิขสิทธิ์ถูกต้องและได้รับการสนับสนุนโดย Microsoft หรือคู่ค้าที่ได้รับอนุญาต ทำให้คุณสามารถใช้งานซอฟท์แวร์ได้อย่างเต็มรูปแบบ เข้าใช้โปรแกรมปรับปรุงล่าสุด และมั่นใจได้ว่าคุณได้รับประสบการณ์การใช้งานตามที่คุณคาดหวังไว้ Microsoft ลงทุนด้านการให้ความรู้ วิศวกรรม และความถูกต้องตามกฎหมายอย่างต่อเนื่องเพื่อให้การต่อสู้กับการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟท์แวร์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นของ Microsoft ที่จะปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาของบริษัท และช่วยให้คุณสามารถหลีกเลี่ยงปัญหาต่างๆ ก่อนที่จะเกิดขึ้น
ทำไมคุณจึงต้องให้ความสนใจว่าคอมพิวเตอร์ของคุณใช้ Windows ของแท้หรือไม่
ในปัจจุบันนี้ คุณต้องพึ่งพาคอมพิวเตอร์ในการทำงานและการดำเนินธุรกิจของคุณ คุณจัดเก็บภาพถ่าย คอลเลกชันเพลง และเอกสารสำคัญไว้มากมาย อีกทั้งยังสั่งซื้อสินค้า ป้อนข้อมูลส่วนตัว และค้นหาเว็บ ลองนึกดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากภาพถ่ายครอบครัวที่คุณชื่นชอบหายไป หรือข้อมูลการเงินของคุณถูกขโมย โดยมีเหตุมาจากการที่คอมพิวเตอร์ของคุณรันซอฟท์แวร์ที่เป็นอันตรายหรือซอฟท์แวร์ที่ไม่พึงประสงค์ บริษัทวิจัยตลาด
IDC รายงานในการวิจัยล่าสุด (เฉพาะภาษาอังกฤษ) ว่าการรับและใช้ซอฟท์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์อาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงด้านความปลอดภัยต่อองค์กรและบุคคล ซอฟท์แวร์ปลอมมักจะมีซอฟท์แวร์ที่เป็นอันตรายหรือซอฟท์แวร์ที่ไม่พึงประสงค์รวมมาด้วย ซึ่งอาจทำให้ระบบเสียหาย ข้อมูลสูญหาย หรือข้อมูลเฉพาะตัวถูกขโมย การใช้งานซอฟท์แวร์ของปลอมจึงมีความเสี่ยงอย่างแท้จริง Windows เป็นระบบปฏิบัติการและหัวใจของการทำงานทั้งหมดในคอมพิวเตอร์ของคุณ คุณสามารถปกป้องข้อมูลของคุณได้ด้วยการติดตั้งเฉพาะ Windows ของแท้
การละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ส่งผลกระทบอย่างไรต่อธุรกิจในประเทศและเศรษฐกิจโลก
การละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์เป็นปัญหาที่แพร่หลายในวงการอุตสาหกรรมที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างชัดเจน และมีผลกระทบต่อบริษัทที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมายที่จำเป็นต้องแข่งขันกับผู้ที่ขายซอฟท์แวร์ปลอมอีกด้วย Business Software Alliance และบริษัทวิจัยตลาด IDC รายงานใน
The Global Software Piracy Study (งานวิจัยการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ทั่วโลก) (เฉพาะภาษาอังกฤษ) ว่าการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟท์แวร์มีส่วนทำให้เกิดความเสียหายทั่วโลกเกือบ 40 พันล้านดอลลาร์ ผู้บริโภคใช้จ่ายเงินจำนวนหลายล้านดอลลาร์ในแต่ละปีไปกับซอฟท์แวร์ปลอม ซึ่งเป็นการสนับสนุนเงินทุนให้กับผู้ที่คุกคามความมั่นคงของอุตสาหกรรมซอฟท์แวร์และความปลอดภัยของคอมพิวเตอร์ในบ้านและที่ทำงาน การละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟท์แวร์ทำให้ทุกคนต้องตกอยู่ในความเสี่ยง Microsoft และลูกค้าสามารถร่วมมือกันหยุดยั้งซอฟท์แวร์ปลอม
Microsoft ปกป้องคุณและกลุ่มอุตสาหกรรม Windows โดยการดำเนินการอย่างไรบ้าง
ในฐานะที่เป็นผู้นำในอุตสาหกรรม Microsoft มีหน้าที่ในการขยายโอกาสที่เท่าเทียมกันให้กับคู่ค้าและช่วยกลุ่มอุตสาหกรรมด้านคอมพิวเตอร์ที่ขยายใหญ่ขึ้นโดยดำเนินการทุกวิถีทางที่จะจัดการกับการละเมิดลิขสิทธิ์ ซอฟท์แวร์ Microsoft มีการลงทุนอย่างต่อเนื่องในด้านเทคโนโลยีและโปรแกรมที่จะทำให้การละเมิดลิขสิทธิ์ทำได้ยากขึ้น และทำให้คุณทราบถึงลักษณะของซอฟท์แวร์ปลอมได้ง่ายขึ้น และช่วยเหลือคุณในกรณีที่คุณตกเป็นเหยื่อของซอฟท์แวร์ปลอม ความทุ่มเทของ Microsoft ในการต่อต้านการละเมิดลิขสิทธิ์นั้น มีการจัดการภายใต้แนวคิดโดยรวมที่เรียกว่า Microsoft Genuine Software Initiative
เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ Microsoft’s Genuine Software Initiative โปรแกรม Windows Genuine Advantage (WGA) มีเทคโนโลยีที่ช่วยให้คุณสามารถตรวจสอบได้ว่า Windows ของคุณเป็นของแท้หรือไม่ รวมถึงการเปิดใช้งานผลิตภัณฑ์และการตรวจสอบ ทั้งการเปิดใช้งานผลิตภัณฑ์และการตรวจสอบจะช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่า Windows ของคุณเป็นของแท้และมีสิทธิ์การใช้งานที่ถูกต้อง คุณสามารถตรวจสอบว่าซอฟท์แวร์ที่คุณใช้เป็นของแท้หรือไม่โดยคลิก ตรวจสอบ Windows ที่ www.microsoft.com/genuine Microsoft ให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวของคุณและจะไม่ใช้ข้อมูลใดๆ ที่ได้จากการรวบรวมในการติดต่อหรือระบุตัวคุณ อ่านคำชี้แจงสิทธิส่วนบุคคลของ Windows Genuine Advantage
Microsoft ช่วยให้คุณได้รับซอฟท์แวร์ของแท้โดยการดำเนินการอย่างไรบ้าง
หาก Windows ของคุณไม่ใช่ของแท้ Microsoft สามารถช่วยคุณแก้ไขปัญหาและรับซอฟท์แวร์ของแท้ได้อย่างรวดเร็ว ลูกค้าสามารถติดต่อฝ่ายสนับสนุนของ Microsoft หรือไปที่เพจการสนับสนุนของ Microsoft Genuine Advantage เพื่อแก้ไขปัญหา นอกจากนี้ Microsoft ยังนำเสนอทางเลือกหลายทางในการช่วยเหลือผู้ตกเป็นเหยื่อของซอฟท์แวร์ปลอมให้ได้รับ Windows ที่ถูกกฎหมาย รวมถึงข้อเสนอแบบอภินันทนาการสำหรับผู้ตกเป็นเหยื่อที่ถูกหลอกลวงให้ซื้อ
ซอฟท์แวร์ปลอมคุณภาพสูง อ่าน คำถามที่ถามบ่อย เพื่อศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อเสนอ Windows ของแท้
ส่วนบนของหน้า
Windows Genuine Advantage (WGA) สำหรับ Windows Vista
Windows Vista มีเทคโนโลยีต่อต้านการละเมิดลิขสิทธิ์ในตัวที่ช่วยให้ Microsoft ต่อสู้กับการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟท์แวร์ได้อย่างเด็ดขาดมากขึ้น เทคโนโลยีใหม่นี้เป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรม Windows Genuine Advantage โดยจะเปลี่ยนแปลงวิธีเปิดใช้งาน ตรวจสอบ และการทำงานของ Windows Vista เมื่อมีการดำเนินการเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดการเปิดใช้งานหรือการตรวจสอบของระบบปฏิบัติการ ซึ่งจะทำให้การละเมิดลิขสิทธิ์ทำได้ยากขึ้น และให้ประสบการณ์การใช้งานที่ดีขึ้นแก่ลูกค้าที่ใช้ Windows ของแท้ การใช้ Windows Vista ของแท้จะช่วยให้ลูกค้าสามารถเปิดเพื่อใช้งานฟังก์ชันที่สมบูรณ์ของ Windows ได้ และสามารถหลีกเลี่ยงไวรัส ไฟล์ที่ถูกแก้ไข และซอฟท์แวร์ที่เป็นอันตรายอื่นๆ ที่มักมากับซอฟท์แวร์ปลอม การเปิดใช้งานผลิตภัณฑ์และการตรวจสอบ Windows เป็นขั้นตอนที่ลูกค้าจะได้พบเมื่อใช้ WGA
การเปิดใช้งานผลิตภัณฑ์ Windows
การเปิดใช้งานเป็นเทคโนโลยีต่อต้านการละเมิดลิขสิทธิ์ที่ออกแบบมาเพื่อตรวจสอบว่าผู้ใช้ได้ใช้รหัสผลิตภัณฑ์ที่ถูกต้องกับสิทธิ์การใช้งานซอฟท์แวร์ที่มาพร้อมกับรหัสนั้น Windows Vista ทุกรุ่นและทุกชุดที่จัดจำหน่าย รวมถึงชุดที่ได้จากโปรแกรมที่มีลิขสิทธิ์แบบจำนวนมากจะต้องได้รับการเปิดใช้งานให้เสร็จสมบูรณ์ภายใน 30 วันแรกที่ใช้ Windows Vista การเปิดใช้งานเป็นการดำเนินการที่จำเป็น ดังนั้นหากคุณไม่สามารถเปิดใช้งานได้ ระบบจะเข้าสู่โหมดที่มีการใช้งานจำกัด เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับโหมดที่มีการใช้งานจำกัด โดยไปที่
คำถามที่ถามบ่อย
การตรวจสอบ Windows
การตรวจสอบเป็นการยืนยันว่า Windows Vista ได้รับการเปิดใช้งานและได้รับสิทธิ์การใช้งานอย่างถูกต้อง ระบบอาจขอให้ผู้ใช้ตรวจสอบ Windows ของตนเมื่อผู้ใช้ดาวน์โหลดข้อมูลที่สงวนไว้สำหรับผู้ใช้ Windows ของแท้จากศูนย์ดาวน์โหลดของ Microsoft การตรวจสอบอาจปรากฏเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมปรับปรุงจาก Windows Update ในบางกรณี คอมพิวเตอร์ที่เคยผ่านการตรวจสอบมาก่อนอาจไม่ผ่านกระบวนการตรวจสอบ โดยมีสาเหตุมาจากการที่ Microsoft ตรวจพบการละเมิดลิขสิทธิ์รูปแบบใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา เนื่องจากมีการตรวจพบการละเมิดลิขสิทธิ์รูปแบบใหม่ๆ Microsoft จึงปรับปรุงคอมโพเนนต์การต่อต้านการละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อปิดการทำงานของภัยคุกคามที่เกิดขึ้นใหม่ ดังนั้น Windows ที่เคยผ่านการตรวจสอบจึงอาจไม่ผ่านการตรวจสอบในครั้งต่อไป Windows Vista ที่ไม่ผ่านการตรวจสอบว่าเป็นของแท้อาจต้องเปิดการใช้งานและตรวจสอบอีกครั้งเพื่อรักษาการทำงานอย่างเต็มรูปแบบไว้
ออกแบบมาเพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ยอดเยี่ยม
Microsoft เน้นย้ำความมุ่งมั่นในการต่อสู้กับการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟท์แวร์โดยสร้างเทคโนโลยีการต่อต้านการละเมิดลิขสิทธิ์ใหม่ไว้ในผลิตภัณฑ์ซอฟท์แวร์ของ Microsoft Microsoft นำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อรักษาประสบการณ์การใช้งานที่ยอดเยี่ยมสำหรับลูกค้าที่ใช้ซอฟท์แวร์ของแท้ โดยสรุปแล้ว Microsoft ต้องการให้ลูกค้าคาดหวังถึงคุณภาพระดับสูง การบริการชั้นเลิศ และประสบการณ์ในเชิงบวกในการดำเนินมาตรการการต่อต้านการละเมิดลิขสิทธิ์ของเรา และ Microsoft ได้ดำเนินขั้นตอนที่จะทำให้ผู้ตกเป็นเหยื่อของซอฟท์แวร์ปลอมสามารถขอรับ Windows Vista ของแท้ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว
ส่วนบนของหน้า
Windows Genuine Advantage สำหรับ Windows XP
โปรแกรม Windows Genuine Advantage สำหรับ Windows XP ใช้การเปิดใช้งานผลิตภัณฑ์ การตรวจสอบ และการแจ้งเตือนของ Windows เพื่อตรวจสอบว่า Windows ของคุณเป็นของแท้ Windows ของแท้จะมอบประสิทธิภาพที่ดีกว่าและทำให้คุณสามารถเข้าใช้โปรแกรมดาวน์โหลดในศูนย์ดาวน์โหลดของ Microsoft พร้อมทั้งปกป้องคุณจากความเสี่ยงของซอฟท์แวร์ปลอม
เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับโปรแกรม Microsoft Genuine Advantage
การเปิดใช้งานเป็นเทคโนโลยีต่อต้านการละเมิดลิขสิทธิ์ที่ออกแบบมาเพื่อตรวจสอบว่า Windows XP ของคุณได้รับสิทธิ์การใช้งานอย่างถูกต้อง ซึ่งทำงานโดยการตรวจสอบว่ารหัสผลิตภัณฑ์นั้นถูกต้องหรือไม่ และใช้รหัสนั้นตามจำนวนคอมพิวเตอร์ที่สิทธิ์การใช้งานซอฟต์แวร์ได้อนุญาตไว้เท่านั้น การเปิดใช้งานใช้กระบวนการที่เรียบง่ายและรวดเร็วในการปกป้องซอฟท์แวร์ของคุณและทำให้มั่นใจว่าคุณลงทุนกับผลิตภัณฑ์ที่คุ้มค่า
การตรวจสอบเป็นกระบวนการที่รวดเร็วที่ช่วยให้คุณสามารถตรวจสอบได้ว่ารหัสผลิตภัณฑ์ที่คุณเปิดใช้งานเป็นของปลอมหรือมีการใช้งานอย่างไม่ถูกต้องหรือไม่ ตัวอย่างเช่น คุณอาจได้รับคีย์ผลิตภัณฑ์ที่มีเจ้าของแจ้งว่าถูกขโมยหรือสูญหายมาโดยไม่ได้ตั้งใจ ในบางครั้ง อาจมีการใช้คีย์ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ถูกต้องในระหว่างการซ่อมแซมหรือติดตั้งซอฟท์แวร์ใหม่ ในกรณีที่ไม่มีการจัดเตรียมคีย์ผลิตภัณฑ์เดิมไว้ให้ Microsoft ให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวของคุณและจะไม่นำข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้ในระหว่างกระบวนการตรวจสอบ ไปใช้เพื่อระบุหรือติดต่อคุณ1
การแจ้งเตือนจะช่วย Microsoft ในการต่อสู้กับการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟท์แวร์และช่วยให้คุณสามารถตรวจสอบได้ว่า Microsoft Windows XP ที่ติดตั้งอยู่ในคอมพิวเตอร์ของคุณเป็นของแท้และได้รับสิทธิ์การใช้งานอย่างถูกต้องหรือไม่ โดยจะแจ้งเตือนคุณว่า Windows XP ไม่ผ่านการตรวจสอบ และให้แหล่งข้อมูลที่จะช่วยให้คุณสามารถแก้ไขปัญหาผ่านทางออนไลน์ได้อย่างง่ายดาย
ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ WGA Notifications

การยืนยันว่าซอฟท์แวร์ Windows XP ของคุณเป็นของแท้จะช่วยให้คุณสามารถใช้งานซอฟท์แวร์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ รวมทั้งได้รับการสนับสนุนและการปรับปรุงซอฟท์แวร์อย่างต่อเนื่อง และความรู้สึกอุ่นใจที่ได้จากการใช้ซอฟท์แวร์ Windows ของแท้

กิจกรรมฝึกทักษะที่ควรเพิ่มให้นักเรียนบทที่ 7

1.จำแนกประเภทของหน่วยข้อมูลได้

ตอบ ชนิดข้อมูล
ข้อมูลแต่ละชนิดมีลักษณะเฉพาะตัว โดยสามารถแบ่งเป็นชนิดต่าง ๆ ได้ดังนี้
ค่าตรรกะ (Boolean values)
จำนวนเต็ม (integers)
จำนวนจริง (floating-point numbers)
ตัวอักษร (characters)
สายอักขระ (strings)
วันที่และเวลา (date/time)
ไบนารี (binary)
ระเบียนข้อมูล (Records)
ระเบียนข้อมูล ประกอบด้วยกลุ่มของเขตข้อมูลที่เก็บข้อเท็จจริงบางอย่างเกี่ยวกับวัตถุชิ้นหนึ่ง เขตข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กันไม่ถือว่าเป็นระเบียน เช่น
รูปเขตข้อมูลที่ไม่สัมพันธ์กัน

ตัวอย่างระเบียนข้อมูล ซึ่งประกอบด้วยเขตข้อมูลที่สัมพันธ์กัน เช่น
รูประเบียนข้อมูล
ระเบียนรถยนต์รุ่นนี้ ประกอบด้วย 6 เขตข้อมูล เขตข้อมูลเหล่านี้แทนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับรถยนต์รุ่นหนึ่ง ถ้าในแฟ้มมีข้อมูล 30 ระเบียน ก็หมายถึงมีรถยนต์ 30 รุ่น
ประเภทของระเบียนข้อมูลสามารถแบ่งตามลักษณะความยาวของข้อมูลได้เป็น 2 ประเภทคือ
ระเบียนข้อมูลความยาวคงที่ (fixed-length record)
ระเบียนข้อมูลความยาวผันแปร (variable-length record)
ระเบียนข้อมูลความยาวคงที่ หมายถึง ทุกระเบียนในแฟ้มเดียวกันมีความยาวเท่ากัน การใช้ระเบียนข้อมูลความยาวคงที่ทำให้สิ้นเปลืองเนื้อที่ เนื่องจากทุกระเบียน ไม่ว่าข้อมูลยาวหรือสั้น จะใช้เนื้อที่ในหน่วยความจำสำรองเท่ากัน เช่น กำหนดให้ความยาวระเบียนเป็น 270 ตัวอักษร ระเบียนที่มีข้อมูลเพียง 70 ตัวอักษร ก็จะต้องปล่อยให้เนื้อที่ว่างเปล่าไป 200 ตัวอักษร แต่การเก็บข้อมูลลักษณะนี้มีข้อดีในด้านความเร็ว เนื่องจากสามารถคำนวณตำแหน่งของระเบียนได้โดยไม่ต้องค้นหาตั้งแต่ต้น

2.อธิบายประเภทของหน่วยข้อมูลได้

ตอบ หน่วยของข้อมูลคอมพิวเตอร์สามารถจัดเรียงเป็นลำดับชั้นจากขนาดเล็กไปขนาดใหญ่ได้ดังนี้
บิต (bit) เลขฐานสองหนึ่งหลักซึ่งมีค่าเป็น 0 หรือ 1
ตัวอักษร (character) กลุ่มของบิตสามารถแทนค่าตัวอักษรได้ ในชุดอักขระ ASCII 1 ไบต์ (8 บิต) แทนตัวอักษร 1 ตัว เช่น 01000001 แทนตัวอักษร A ในปัจจุบันมีชุดอักขระที่ใช้เลขฐานสอง 16 บิต แทนค่าตัวอักษรคือ รหัส Unicode เช่น 0000 0000 1110 0110 แทนอักษรตัว æ
เขตข้อมูล (field) เขตข้อมูลซึ่งประกอบด้วยกลุ่มตัวอักษรที่แทนข้อเท็จจริง
ระเบียน (record) คือโครงสร้างข้อมูลที่แทนตัววัตถุชิ้นหนึ่ง เช่น ระเบียนข้อมูลนักศึกษาเลขทะเบียน 442154254
แฟ้ม (file) ตารางที่เป็นกลุ่มของระเบียนที่มีโครงสร้างเดียวกัน เช่น ตารางการสั่งซื้อสินค้าของลูกค้า
ฐานข้อมูล (database) กลุ่มของตาราง (และความสัมพันธ์)

3.อธิบายลักษณะประมวลผลได้

ตอบ โครงสร้างด้านการประมวลของคอมพิวเตอร์ ประกอบด้วย Input -- > Process -- > Output

แสดงดังภาพตัวอย่างข้างล่างนี้
1. Input : User ทำการ Input data เข้าสู่ระบบ โดยอาศัยอุปกรณ์ Input device

2. Process : เครื่องเริ่มทำการประมวลผล โดยข้อมูลที่ User Input เข้ามาจะส่งไปเก็บในหน่วยความจำหลัก (Memory :RAM) จากนั้น Control Unit จะควบคุมการไหลของข้อมูลผ่านระบบ Bus system จาก RAM ไปยัง CPU และ ALU เพื่อให้ทำงานตามคำสั่งระหว่างการประมวลผล Register จะคอยเก็บชุดคำสั่งขณะที่ load ข้อมูลอยู่ และ Cache จะคอยดักชุดคำสั่งที่ CPU เรียกใช้บ่อย ๆ และคอยจัดเตรียมข้อมูลหรือชุดคำสั่งเหล่านั้นเพื่อเอื้อให้ CPU ประมวลผลข้อมูลได้เร็วขึ้น ซึ่งการประมวลผลของเครื่องนี้จะทำงานตามรอบสัญญาณนาฬิกาของเครื่อง (Machine cycle)Note:

Machine cycle หมายถึง เวลาที่ใช้ในการประมวลผลชุดคำสั่งของเครื่องต่อรอบสัญญาณ นาฬิกา เป็นเวลาที่ร้องขอการทำงาน เช่น การเรียก (Load) ข้อมูล, การประมวลผล (Execute) และการจัดเก็บข้อมูล ซึ่งใน Machine cycle จะประกอบด้วย 2 ช่วงจังหวะการทำงาน ได้แก่

1. Instruction time ( I-time) หมายถึง ช่วงเวลาที่ Control unit รับคำสั่ง (Fetch)จาก memory และนำคำสั่งนั้นใส่ลงไปใน register จากนั้น Control unit จะทำการถอดรหัสชุดคำสั่งและพิจารณาที่อยู่ของข้อมูลที่ต้องการ

2. Execution time หมายถึง ช่วงเวลาที่ Control unit จะย้ายข้อมูลจาก memory ไปยัง registers และส่งข้อมูลให้ ALU จะทำงานตามคำสั่งนั้น เมื่อ ALU ทำงานเสร็จ Control unit จะเก็บผลลัพธ์ไว้ใน memory ก่อนส่งไปแสดงผลที่ Monitor หรือ Printer

3. Output : หลังจาก CPU ประมวลผลเสร็จ Control Unit จะควบคุมการไหลของข้อมูลผ่าน Bus system เพื่อส่งมอบ (Transfer) ข้อมูลจาก CPU มายังหน่วยความจำ จากนั้นส่งข้อมูลออกไปแสดงผลที่ Output device (หากคุณใช้ card เพิ่มความเร็วในการแสดงผลของจอภาพ ก็จะส่งผลต่อความเร็วของระบบได้เช่นกัน) ผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผลข้อมูล (Data) เรียกว่า ข่าวสารหรือสารสนเทศ (Information)

4. Storage : หน่วยจัดเก็บข้อมูล ซึ่งหมายถึงสื่อจัดเก็บสำรอง เช่น Harddisk, Disk หรือ CD ทำงาน 2 ลักษณะ คือ การ Load ข้อมูลเพื่อนำไปประมวลผล: ถ้าข้อมูลถูกจัดเก็บอยู่ใน Harddisk แล้วคุณต้องการ Load ข้อมูลขึ้นมาแก้ไขหรือประมวลผล ข้อมูลที่ถูก Load และนำไปเก็บในหน่วยความจำ (Memory: RAM) จากนั้นส่งไปให้ CPUการเก็บข้อมูลเมื่อประมวลผลเสร็จ: เมื่อ CPU ประมวลผลข้อมูลเสร็จ ข้อมูลนั้นจะถูกเก็บอยู่ใน หน่วยความจำ (Memory: RAM) แต่ RAM จะเก็บข้อมูลเพียงชั่วขณะที่เปิดเครื่อง (Power On) เมื่อไรที่คุณปิดเครื่อง โดยที่ยังไม่สั่งบันทึกข้อมูล (Save) ข้อมูลก็จะหาย (Loss) ดังนั้นหาก User ต้องการจัดเก็บข้อมูลเพื่อไว้งานในครั้งต่อไปจะต้องสั่งบันทึก โดยใช้คำสั่ง Save File ข้อมูลก็จะถูกนำไปเก็บในสื่อจัดเก็บสำรอง ได้แก่ Disk, Harddisk, CD หรือ Thumb Drive แล้วแต่ว่าคุณจะเลือก Save ไว้ในสื่อชนิดใด

4.จำแนกความแตกต่างของโคลงสร้างข้อมูลแต่ละประเภทได้

ตอบ โครงสร้างของหน่วยเก็บข้อมูล (Storage Structures)
หน่วยความจำหลักหรือเมนโมรีอย่างถาวร แต่ทำไม่ได้ด้วยเหตุผล 2 ประการ
1. หน่วยความจำหลักเล็กเกินไปที่จะเก็บโปรแกรมและข้อมูลที่จำเป็นทั้งหมดอย่างถาวร
2. หน่วยความจำหลักเป็นอุปกรณ์ที่ใช้เก็บข้อมูลแบบชั่วคราว เพราะเมื่อเครื่องปิดข้อมูลก็หาย
ลำดับของหน่วยเก็บข้อมูล (Storage Hierarchy)
แบ่งตาม สปีด ราคา และ Volatility ระดับบนสุดก็แพงแต่ทำงานได้รวดเร็ว ข้อมูลในหน่วยเก็บข้อมูลแบบชั่วขณะ จะหสยไปเมื่อปิดเครื่อง
เมนโมรี แคช และรีจิสเตอร์ คือ Volatile storage แต่จานแม่เหล็กออปติคัลดิสก์ และเทปแม่เหล็กเป็น Nonvolatile storage ส่วนอิเล็กทรอนิกส์ดิสก์เป็นแบบชั่วขณะและถาวร

5.จำแนกความแตกต่างระหว่างการประมวลผลแบบแฟ้มข้อมูลกับระบบฐานข้อมูลได้

ตอบ ความแตกต่างระหว่างงานแฟ้ม ข้อมูลกับงานฐานข้อมูล (Traditional File Processing VS Database Systems) โดย ไม่มีผู้แต่ง
ในสมัยก่อนนั้น การเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อการนำกลับมาใช้บนระบบคอมพิวเตอร์จะอยู่ในรูปของแฟ้มข้อมูลทั้งสิ้น แต่เมื่อโลกมีการพัฒนามากขึ้น ข้อมูลที่ต้องจัดเก็บมีอยู่มากมายการใช้แต่เพียงแฟ้มข้อมูลเท่านั้น ไม่เพียงพอที่จะสนับสนุนให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกต่อไป จึงทำให้มีการนำเสนอแนวความคิดระบบฐานข้อมูลขึ้น เพื่อจัดการงานที่เกี่ยวข้องกับข้อมูล ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดเท่าที่จะทำได้ ข้อแตกต่างระหว่างแฟ้มข้อมูลกับฐานข้อมูล

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
หัวข้อ
1. ฐานข้อมูลมีส่วนการบรรยายโครงสร้างข้อมูลแยกจากฐานข้อมูล
2. โปรแกรมคอมพิวเตอร์และข้อมูลแยกกันโดยเด็ดขาดในระบบฐานข้อมูล
3. ฐานข้อมูลสนับสนุนการใช้งานของข้อมูล
4. การใช้ข้อมูลร่วมกันและการประมวลผล
1. ฐานข้อมูลมีส่วนการบรรยายโครงสร้างข้อมูลแยกจากฐานข้อมูล
ฐานข้อมูลมีส่วนการบรรยายโครงสร้างข้อมูลแยกจากฐานข้อมูลกล่าวคือ ในระบบฐานข้อมูลนั้นมีส่วนที่เรียกว่า แค็ตตาล็อก (catalog) หรือพจนานุกรมข้อมูล (Data Dictionary) ซึ่งเก็บรายละเอียดทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างของข้อมูลในฐานข้อมูลไว้ เช่น ชนิดและรูปแบบของข้อมูลในฐานข้อมูล และข้อจำกัดต่างๆ ที่มีต่อข้อมูลแต่ละส่วน เป็นต้น ในขณะที่แฟ้มข้อมูลจะเก็บรายละเอียดเหล่านี้ไว้ในส่วนของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานด้วยกันเลย ซึ่งอาจกระจัด กระจายไปอยู่ตามส่วนต่างๆ จึงทำให้ไม่สะดวกต่อการใช้และปรับปรุงงาน

2. โปรแกรมคอมพิวเตอร์และข้อมูลแยกกันโดยเด็ดขาดในระบบฐานข้อมูล
โปรแกรมคอมพิวเตอร์และข้อมูลแยกกันโดยเด็ดขาดในระบบฐานข้อมูล นั่นคือส่วนของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ใช้จัดการข้อมูลจะถูกพัฒนาออกมา ซึ่งเรียกกันว่า ระบบจัดการฐานข้อมูล ส่วนข้อมูลก็จะแยกอยู่ในส่วนของฐานข้อมูล ซึ่งการแยกนี้เป็นการซ่อนรายละเอียดของการจัดการข้อมูลไว้จากตัวข้อมูล เพื่อผู้ใช้จะได้ไม่ต้องยุ่งยากกับรายละเอียดของการจัดเก็บข้อมูล โดยให้ซอฟต์แวร์จัดการฐานข้อมูลเป็นเครื่องมือจัดการให้แทน ซึ่งแตกต่างจากระบบแฟ้มข้อมูลที่จะรวมส่วนของโปรแกรมและข้อมูลไว้ด้วยกัน ผลเสียก็คือ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของข้อมูล ส่วนของโปรแกรมก็จะต้องปรับตามไปด้วย มิฉะนั้น แฟ้มข้อมูลดังกล่าวก็จะไม่สามารถนำมาใช้งานได้อีก

3. ฐานข้อมูลสนับสนุนการใช้งานของข้อมูล
ฐานข้อมูลสนับสนุนการใช้งานของข้อมูลในหลายๆ รูปแบบผู้ใช้คนหนึ่งอาจจะต้องการรายงาน หรือข้อสรุปของข้อมูลชุดหนึ่งในหลายๆ รูปแบบ ทั้งแบบตาราง แบบกราฟ และแบบบทความ ซึ่งในส่วนนี้ ระบบจัดการฐานข้อมูลจะเป็นผู้ดูแลให้แก่ผู้ใช้ ส่วนในแนวคิดแบบแฟ้มข้อมูลนั้น เมื่อผู้ใช้ต้องการรายงานแบบใหม่ ผู้ใช้จะต้องเขียนโปรแกรมขึ้นมาใหม่ เพื่อ ให้ได้งานอย่างที่ต้องการ ซึ่งค่อนข้างยุ่งยากและเสียเวลาในการใช้งานอย่างมาก
4. การใช้ข้อมูลร่วมกันและการประมวลผล
การใช้ข้อมูลร่วมกันและการประมวลผลการเปลี่ยนแปลงรายการแบบหลายผู้ใช้ (multiuser transaction processing)ระบบจัดการฐานข้อมูลสำหรับผู้ใช้หลายๆ คนพร้อมกัน ต้องมีการอนุญาตให้ผู้ใช้เข้าถึงข้อมูลในเวลาเดียวกันได้ โดยที่ระบบจะต้องจัดการข้อมูลให้แก่ผู้ใช้แต่ละคนอย่างถูกต้องด้วย ถึงแม้ว่าผู้ใช้เหล่านั้นจะเรียกใช้ข้อมูลเดียวกัน ณ เวลาเดียวกัน ในระบบจัดการฐานข้อมูลจะต้องมีส่วนควบคุมการทำงานแบบพร้อมกัน (Concurrency Control) ซึ่งในการทำงานแบบแฟ้มข้อมูลจะไม่มีส่วนจัดการในเรื่องนี้

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น